[Reviews] Pentax ME Super

Pentax ME Super

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 13 ธ.ค. 2013

     ก่อนอื่นเริ่มจากประวัติกันเบาๆ ก่อนนะครับ กล้อง SLR ไซส์มินิจาก Pentax ตัวนี้ วางขายในปี 1979 

เป็นรุ่นที่ต่อความสามารถมาจาก Pentax ME ที่เป็นกล้องออโต้ล้วน โดยหลักๆ เพิ่มโหมด Manual เข้ามา 

และชัตเตอร์ Speed ได้ถึง 1/2000 s  (ส่วน Pentax ME เดิม ถูกแทนที่ด้วย Pentax MV)

เพื่อนร่วมปีที่ออกในช่วงนั้น ก็จะมี Olympus OM-10, Nikon FE เป็นต้น

     Pentax ME Super เป็นกล้อง SLR ที่ควบคุมชัตเตอร์ด้วยอิเล็กทรอนิคส์ มีโหมดแมนนวล 

และออโต้ แบบ Aperture Priority (โหมด A) ความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 4 – 1/2000 ใช้ม่านชัตเตอร์แบบโลหะ 

ปรับตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 12 – 1600 ใช้เม้าท์ Pentax K (P/K)  และใช้แบตเตอรี่ LR44 จำนวน 2 ก้อน

(Aperture Priority คือ ให้ผู้ใช้ปรับค่ารูรับแสงเอง กล้องจะทำการเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้)

     Pentax ME Super เป็นกล้อง SLR ที่เล็กและเบาที่สุดรุ่นนึง โดยบอดี้มีน้ำหนักเพียง 445 กรัม

(Nikon FE และ FM หนัก 590 กรัม, Olympus OM-10 หนัก 430 กรัม, Pentax K1000 หนัก 525 กรัม)

เทียบกับกล่องฟิล์ม 135

เทียบกับ Olympus OM-10

     มาดูเรื่องการใช้งานบ้างครับ เริ่มจากด้านบนที่เป็นส่วนควบคุมการทำงานหลักๆ ของกล้อง SLR

ก้านขึ้นฟิล์มจะมี 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งแรกจะแนบไปกับตัวกล้อง และอีกตำแหน่งคือค้างออกมา เพื่อความเร็วในการขึ้นฟิล์ม

เช่นเดียวกับกล้อง SLR ทั่วไป  แต่ในตำแหน่งแรกที่ก้านขึ้นฟิล์มแนบไปกับกล้องนั้น ไม่ได้มีการล็อคชัตเตอร์ในตัว ยังสามารถกดชัตเตอร์ได้

(กล้องบางตัว ในตำแหน่งนี้ จะเป็นการล็อคชัตเตอร์ไม่ให้กดลงด้วย)

      ถ้าสังเกตดีๆ ใกล้ๆ กับปลายก้านขึ้นฟิล์ม จะมีจุดกลมๆ เล็กๆ  จุดนี้ถ้าเราขึ้นฟิล์มแล้วแล้ว จะขึ้นเป็นสีส้ม เพื่อให้เรารู้ว่าขึ้นฟิล์มแล้ว (จากรูปที่ลงไว้จะไม่เห็นนะครับ)

     ยังอยู่ที่ด้านขวามือครับ วงแหวนฝั่งขวา จะทำไว้สำหรับการเลือกปรับโหมดต่างๆ คือ L –  ล็อกชัตเตอร์, AUTO – โหมดออโต้

M – โหมดแมนนวล, 125X – ชัตเตอร์แมคคานิคส์ สำหรับกรณีแบตฯหมด และ B – ชัตเตอร์ B ซึ่งบนวงแหวนจะมีปุ่มล็อค ที่เอาไว้ล็อคขณะอยู่โหมด AUTO

ซึ่งจากหากจะเปลี่ยนจากโหมด AUTO ไปโหมด L หรือ M จะต้องกดปุ่มแล้วหมุน ซึ่งตรงนี้ บางทีก็รู้สึกติดๆ ขัดๆ ไม่ค่อยถนัดในบางครั้ง

      ข้างๆ วงแหวน จะมีปุ่มอยู่ 2 ปุ่ม เอาไว้ใช้ในโหมดแมนนวล เพื่อปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ ถือว่าปรับได้ถนัดดีครับ (แต่ถ้าเล็บยาวๆ นี่อาจจะติดได้ล่ะมั้ง)

นอกจากนี้ด้านบน จะมีช่องนับเลขฟิล์มด้วยเช่นกัน  ส่วนด้านหลังทางขวา จะเป็นช่องไว้สำหรับบอกการขึ้นฟิล์ม หรือกรอฟิล์มกลับ แต่ตัวที่ผมใช้มันไม่ขยับเขยื้อนเลย

ไม่รู้ว่ายังไง คิดว่าน่าจะเสียนะครับ

     ส่วนด้านซ้ายมือ ก็จะเป็นที่กรอฟิล์ม และวงแหวนสำหรับปรับค่า ISO (ASA)  การปรับค่า ISO ให้ยกวงแหวนขึ้นแล้วหมุน

ส่วนตัวเลข 1/2x ถึง 4x จะเป็นการหมุนเพื่อชดเชยแสง สำหรับโหมดออโต้ ถ้าค่าพอดี ก็ปรับไปที่ 1x ครับ

อยากชดเชยให้ทางบวก หรือโอเวอร์ ปรับไปที่ 2x และ 4x ครับ ส่วนอีกทางก็ชดเชยทางลบ หรือปรับให้ Under ลง  ซึ่งสามารถทำได้ทีละ 1 stop

ส่วนตัวรู้สึกว่ามากไปหน่อยน่าจะทีละ 0.5 Stop จะกำลังสวย และใช้งานได้ดีกว่า

     ในส่วนของช่องมองภาพ ช่องมองภาพของ ME Super จะครอบคลุม 92%  ด้านในจะเป็นสเกลบอกความเร็วชัตเตอร์

และด้านบน/ล่างสุด จะบอก Over / Under สำหรับโหมดออโต้  ส่วน EF คือ แฟลช และ M คือ โหมดแมนนวล

     จากการที่ทดลองใช้อยู่พักนึง สิ่งที่ชอบ คือขนาด และน้ำหนัก ทำให้สามารถพกติดตัวได้ง่ายๆ

พร้อมกับโหมดออโต้ ที่ช่วยให้ได้ภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในบางจังหวะ แต่การชดเชยแสงทำได้ยากหน่อย

และการที่ปรับชอเชยทีละ 1 stop รู้สึกว่ามากเกินไป

ส่วนโหมดแมนนวล ปุ่มปรับความเร็วชัตเตอร์ค่อนข้างดี ถ้าใช้บ่อยๆ น่าจะปรับได้คล่อง และรวดเร็วทีเดียว

(แต่ถ้าเล็บยาว นี่ท่าทางจะลำบากเล็กๆ )

ส่วนข้อติดขัดอีกข้อ คือ ปุ่มล็อกแหวนปรับโหมด รู้สึกลำบากในการใช้จริง ดูฝืดๆ ติดๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะกล้องตัวนี้หรือเปล่านะครับ

กล้องเก่าๆ อายุขนาดนี้ ก็ต้องมีบ้างที่ฝืดๆ ติดๆ ขัด

สรุปว่า เป็นกล้องขนาดกระทัดรัดที่น่าใช้ตัวนึง พกพาสะดวก ปรับค่าต่างๆ ได้ง่ายรวดเร็ว

ภาพตัวอย่างที่ถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ครับ กับฟิล์ม Fuji Superia 200