[FIELD TEST REVIEW] MINOLTA HI – MATIC F : HORMONES CAMERA

หายไปนานกับการรีวิวกล้องนะครับ  ครั้งนี้กลับมาพร้อมกล้องตัวนึงที่ถูกจุดกระแสมาจากซีรีส์ยอดนิยม ทำให้กล้องที่ก่อนนั้น แทบเรียกว่าไม่มีใครมอง กลับมาตอนนี้หลายคนตามหา และราคาที่พุ่งทะยานขึ้นไป แทบจะแซงหน้ากล้อง SLR หลายๆ ตัว  ส่วนตัวผมอยากจะบอกกล่าวกันไว้ว่า เล่นกล้องเก่า ต้องดูให้ดีว่า กล้องมันแพงเพราะคุณค่าในตัวมัน หรือ แพงเพราะกระแสที่ถูกปั่น แต่ถ้าอยากอินเทรนด์ ก็ต้องยอมรับค่าตัวมันล่ะนะ

เว่นเว้อมาซะนาน กล้องตัวที่ว่านี้คือ Minolta Hi-Matic F กล้องจากญี่ปุ่นตัวนี้มีอะไรดี ครั้งนี้ผมจะมารีวิว หลังจากที่ได้ลองเอากล้องตัวนี้ติดตัวไปประเทศอินเดีย เนื่องด้วยไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปเรื่องงาน และไปแค่ 2 วัน จึงพยายามทดสอบเท่าที่ทำได้ครับ

1Cover

เจ้ากล้อง Minolta Hi-Matic F ตัวนี้ อยู่ในซีรีส์ของ Hi-Matic ที่เปิดตัวรุ่นแรกในปี 1962 ส่วน Hi-Matic F ตัวนี้ ออกมาในปี 1972 เป็นกล้องแบบ Full Automatic มีระบบ Rangefinder ในการโฟกัส และมีระบบวัดแสงแบบ CdS ใช้แบตเตอรี่ RM-640 ขนาด 1.4 Volt จำนวน 2 ก้อน ซึ่งแบตเตอรี่รุ่นนี้เลิกผลิตไปแล้ว แต่สามารถนำแบตเตอรี่ LR44 มาโมฯ ใช้งานได้หลายวิธี  เนื่องด้วยเป็นกล้องแบบ Full Automatic การใช้งานจึงง่ายๆ คือแค่ ใส่ฟิล์ม – ตั้งค่า ISO – เล็ง – โฟกัส – กดชัตเตอร์ เพียงเท่านี้

onHand

ในส่วนของสเป็ค Minolta Hi-Matic F ใช้เลนส์  Rokkor 38 mm รูรับแสงกว้างสุด f/2.7 และแคบสุดที่ f/13 ใช้ชัตเตอร์แบบอิเล็กทรอนิคส์ SEIKO-ESL ความเร็วชัตเตอร์ 4 วินาที ถึง 1/724 วินาที ตั้งค่า ISO/ASA ได้ตั้งแต่ 25 – 500 สามารถต่อแฟลชแบบ Hot-Shoe ได้ มีความเร็วซิงค์ ที่ 1/20 วินาที การโฟกัสมีระบบ Rangefinder ช่วยในการโฟกัส มีเส้นเฟรม Parallax-Correction สำหรับจัดภาพที่อยู่ใกล้เลนส์  น้ำหนักกล้องอยู่ที่ 350 กรัม

2Cover

 

สำหรับการใช้งานเบื้องต้นนั้นไม่แตกต่างจากกล้องฟิล์มทั่วไป ก้านขึ้นฟิล์ม ปุ่มชัตเตอร์ ก้านกรอฟิล์ม และช่องนับฟิล์มอยู่ด้านบน  ด้านหลังของกล้องจะมีปุ่มเช็คแบตเตอรี่ เมื่อกดปุ่ม ไฟสีแดงด้านบนกล้องจะสว่างขึ้นมา หากไฟไม่ติด ถ้าไม่แบตหมด ก็ระบบไฟฟ้ามีปัญหาครับ

สำหรับด้านหน้ากล้อง จะมีวงแหวนหน้าเลนส์สำหรับตั้งค่า ISO ให้เราปรับให้ตรงกับค่าของฟิล์ม โดยแต่ละขีดจะขยับไป 1/3 Stop เช่น ระหว่าง 100 และ 200 ทั้ง 2 ขีด จะแทนค่า 125 และ 160   แหวนวงถัดมาจะเป็นตัวปรับโฟกัสโดยมีปุ่มช่วยจับเพิ่มความถนัด  แหวนวงถัดมาที่เป็นสีเงินๆ เป็นตัวปรับค่า Guide Number สำหรับแฟลช  ถัดมาอีกนิดนึงจะมีตัวตั้งเวลาถ่ายภาพ หรือ Self-Timer

film

ฟิล์มที่ติดไปลองถ่ายครั้งนี้ คือ ฟิล์ม Kodak ColorPlus 200 ที่เหมาะสำหรับถ่ายทั่วไปทุกสภาพแสง สำหรับวัสดุของกล้อง อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว การจับถือ การขึ้นฟิล์มต่างๆ ถนัดใช้งานง่าย น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับพกพา เลนส์ระยะ 38mm อยู่ในช่วงมุมกว้างนิดๆ เหมาะสำหรับถ่ายทั่วๆ ไปได้ดี

000027

หน้าชัด หลังเบลอทำได้มั้ย  บอกเลยว่าสำหรับกล้องคอมแพ็คนั้น ทำหน้าชัดหลังเบลอได้ในระดับนึง หากเรารู้วิธีในการปรับตั้งค่า แต่สำหรับเจ้า Hi-Matic F นั้น เราไม่สามารถควบคุมค่าอะไรได้เลย แถมไม่บอกค่าที่กล้องเลือกให้ด้วยอีกตะหาก ดังนั้นบอกตรงๆ ว่าอย่าไปหวัง กับภาพหน้าชัดหลังเบลอ

000007

สำหรับการวัดแสง ผมว่าวัดได้แม่นดีไม่มีอะไรต้องคิดมากครับ  แต่จะให้แม่นเป๊ะแบบกล้อง SLR หรือกล้องดิจิตอลสมัยนี้ก็คงไม่ใช่ล่ะนะ

000013 000020

ที่บอกว่าตัวนี้เป็นกล้อง Full Automatic แล้วควบคุมอะไรไม่ได้เลย ก็เกือบจะจริงครับ แต่รู้มั้ยว่าเราสามารถชดเชยค่าแสงได้ด้วยการปรับค่า ISO อยากจะชดเชยบวกหรือลบ เราก็ปรับค่า ISO ที่กล้องเอาก็ได้  อย่างภาพด้านล่าง ถ่ายย้อนแสงแบบนี้ ปกติภาพมืดมากแน่ๆ แสงมันจะพอดีที่ดวงอาทิตย์ ผมเลยปรับชดเชยให้เป็นบวกหน่อย ให้ Over กว่าที่ควรสัก 1 Stop ผมก็จัดแจงปรับค่า ISO จาก 200 มาเป็น 100 ซะ ทำให้ภาพได้ Detail ส่วนของเมืองด้านล่างมาหน่อย

000029

ถ่ายในที่แสงน้อย?? อันนี้บอกเลยว่าตัวนี้ทำได้ดี เพราะความเร็วชัตเตอร์สามารถลงไปได้ถึง 4 วินาที แต่จะถือแล้วภาพจะสั่นหรือไม่สั่นอีกเรื่องนะครับ  (ถ้าไฟใน viewfinder ติดขึ้นมา หมายความว่า ความเร็วชัตเตอร์นั้นต่ำกว่า 1/30 วินาที) ภาพตัวอย่างเป็นภาพถ่ายในอาคารแสงน้อยๆ  ถ้าไฟ LED ในช่องมองภาพติดขึ้นมา ก็ถือกล้องให้นิ่งที่สุด กลั้นหายใจได้ ก็กลั้นซะหน่อย  ที่เหลือ ก็ทำใจ ลุ้นตอนล้างฟิล์มครับ  แต่ถ้าแสงน้อยจัดๆ อยากได้ภาพแบบไฟรถเป็นเส้นๆ ก็ตัดใจได้เลยครับ เพราะมันไม่มีชัตเตอร์ B มาให้นะ

000009 000041 000034

 

สำหรับสีสัน เลนส์ Rokkor ตัวนี้ ยังให้สีแบบธรรมชาติหน่อย ไม่ได้ให้สีจัดจ้านมากนัก แม้ว่าผมถ่ายด้วยฟิล์ม Kodak ColorPlus ที่ให้สีจัดจ้านตัวนึง กับภาพแสงดีๆ ก็ไม่ได้ให้สีสดมากนัก อยู่ในเกณฑ์พอดีๆ

000021

 

สำหรับความคมชัดของเลนส์ แม้ว่าปัจจัยส่วนหนึ่งอาจจะขึ้นกับฟิล์ม และการล้างด้วย แต่เลนส์ Rokkor ใน Hi-Matic F นั้น ส่วนตัวผมว่ายังอยู่แค่ระดับธรรมดา ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ประทับใจในความคมชัด ด้านล่างเป็นตัวอย่างภาพที่ย่อ และภาพที่ครอป 100% จากการสแกนที่ Resolution 72 dpi

 

000001

000001_c

 

อีกจุดนึงที่ผมเองไม่ค่อยถนัด คือ แหวนปรับโฟกัส ซึ่งช่วงระยะโฟกัส ใกล้สุดที่ 0.8m ไปจนถึงอินฟินิตี้นั้น ช่วงปรับหมุนค่อนข้างน้อย ทำให้ปรับได้ไม่ค่อยละเอียดพอ คนที่คุ้นชินกับเลนส์แมนนวลโฟกัส อาจจะหงุดหงิดเล็กน้อย

000015

 

แต่ตัว Hi-Matic F นั้นได้เปรียบเรื่องน้ำหนักที่เบา ขนาดที่เล็ก การใช้งานที่ง่าย พร้อมเล็งและกดชัตเตอร์ นอกเหนือจากการถ่ายทั่วไปแล้ว ทำให้เหมาะแก่การถ่ายภาพ Street เช่นกัน ผมมักตั้งค่าโฟกัสไว้ที่อินฟินิตี้ แล้วก็ยกกล้องกดเลยโดยไม่ต้องโฟกัส

000025 000024 000022 000037

สรุป

ถ้าต้องการกล้องพกง่าย ถ่ายสะดวกทุกสถานการณ์ คุณภาพภาพไม่ใช่เรื่องหลัก ผมว่า Minolta Hi-Matic F ตัวนี้ ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียวแหล่ะ  แต่!!! ดูเรื่องราคาด้วย กับกล้องระบบอิเล็กทรอนิคส์ ที่หากไม่มีเบตมันก็คือที่ทับกระดาษดีๆนี่เอง อย่าให้ราคามันแพงจนเกินไป

Cover

 

 

 

14509 Total Views 16 Views Today
Email this to someoneShare on Google+Share on FacebookTweet about this on Twitter

Comments are closed.