[Reviews] Pentax ME Super

01

 Pentax ME Super

ก่อนอื่นเริ่มจากประวัติกันเบาๆ ก่อนนะครับ กล้อง SLR ไซส์มินิจาก Pentax ตัวนี้ วางขายในปี 1979

เป็นรุ่นที่ต่อความสามารถมาจาก Pentax ME ที่เป็นกล้องออโต้ล้วน โดยหลักๆ เพิ่มโหมด Manual เข้ามา

และชัตเตอร์ Speed ได้ถึง 1/2000 s  (ส่วน Pentax ME เดิม ถูกแทนที่ด้วย Pentax MV)

เพื่อนร่วมปีที่ออกในช่วงนั้น ก็จะมี Olympus OM-10, Nikon FE เป็นต้น

02

 

Pentax ME Super เป็นกล้อง SLR ที่ควบคุมชัตเตอร์ด้วยอิเล็กทรอนิคส์ มีโหมดแมนนวล

และออโต้ แบบ Aperture Priority (โหมด A) ความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 4 – 1/2000 ใช้ม่านชัตเตอร์แบบโลหะ

ปรับตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 12 – 1600 ใช้เม้าท์ Pentax K (P/K)  และใช้แบตเตอรี่ LR44 จำนวน 2 ก้อน

(Aperture Priority คือ ให้ผู้ใช้ปรับค่ารูรับแสงเอง กล้องจะทำการเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมให้)

 

Pentax ME Super เป็นกล้อง SLR ที่เล็กและเบาที่สุดรุ่นนึง โดยบอดี้มีน้ำหนักเพียง 445 กรัม

(Nikon FE และ FM หนัก 590 กรัม, Olympus OM-10 หนัก 430 กรัม, Pentax K1000 หนัก 525 กรัม)

03

เทียบกับกล่องฟิล์ม 135

 

04

เทียบกับ Olympus OM-10

มาดูเรื่องการใช้งานบ้างครับ เริ่มจากด้านบนที่เป็นส่วนควบคุมการทำงานหลักๆ ของกล้อง SLR

ก้านขึ้นฟิล์มจะมี 2 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งแรกจะแนบไปกับตัวกล้อง และอีกตำแหน่งคือค้างออกมา เพื่อความเร็วในการขึ้นฟิล์ม

เช่นเดียวกับกล้อง SLR ทั่วไป  แต่ในตำแหน่งแรกที่ก้านขึ้นฟิล์มแนบไปกับกล้องนั้น ไม่ได้มีการล็อคชัตเตอร์ในตัว ยังสามารถกดชัตเตอร์ได้

(กล้องบางตัว ในตำแหน่งนี้ จะเป็นการล็อคชัตเตอร์ไม่ให้กดลงด้วย)

05 ถ้าสังเกตดีๆ ใกล้ๆ กับปลายก้านขึ้นฟิล์ม จะมีจุดกลมๆ เล็กๆ  จุดนี้ถ้าเราขึ้นฟิล์มแล้วแล้ว จะขึ้นเป็นสีส้ม เพื่อให้เรารู้ว่าขึ้นฟิล์มแล้ว (จากรูปที่ลงไว้จะไม่เห็นนะครับ)

ยังอยู่ที่ด้านขวามือครับ วงแหวนฝั่งขวา จะทำไว้สำหรับการเลือกปรับโหมดต่างๆ คือ L –  ล็อกชัตเตอร์, AUTO – โหมดออโต้

M – โหมดแมนนวล, 125X – ชัตเตอร์แมคคานิคส์ สำหรับกรณีแบตฯหมด และ B – ชัตเตอร์ B ซึ่งบนวงแหวนจะมีปุ่มล็อค ที่เอาไว้ล็อคขณะอยู่โหมด AUTO

ซึ่งจากหากจะเปลี่ยนจากโหมด AUTO ไปโหมด L หรือ M จะต้องกดปุ่มแล้วหมุน ซึ่งตรงนี้ บางทีก็รู้สึกติดๆ ขัดๆ ไม่ค่อยถนัดในบางครั้ง

ข้างๆ วงแหวน จะมีปุ่มอยู่ 2 ปุ่ม เอาไว้ใช้ในโหมดแมนนวล เพื่อปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ ถือว่าปรับได้ถนัดดีครับ (แต่ถ้าเล็บยาวๆ นี่อาจจะติดได้ล่ะมั้ง)

นอกจากนี้ด้านบน จะมีช่องนับเลขฟิล์มด้วยเช่นกัน  ส่วนด้านหลังทางขวา จะเป็นช่องไว้สำหรับบอกการขึ้นฟิล์ม หรือกรอฟิล์มกลับ แต่ตัวที่ผมใช้มันไม่ขยับเขยื้อนเลย

ไม่รู้ว่ายังไง คิดว่าน่าจะเสียนะครับ

06ส่วนตัวเลข 1/2x ถึง 4x จะเป็นการหมุนเพื่อชดเชยแสง สำหรับโหมดออโต้ ถ้าค่าพอดี ก็ปรับไปที่ 1x ครับส่วนด้านซ้ายมือ ก็จะเป็นที่กรอฟิล์ม และวงแหวนสำหรับปรับค่า ISO (ASA)  การปรับค่า ISO ให้ยกวงแหวนขึ้นแล้วหมุน

อยากชดเชยให้ทางบวก หรือโอเวอร์ ปรับไปที่ 2x และ 4x ครับ ส่วนอีกทางก็ชดเชยทางลบ หรือปรับให้ Under ลง  ซึ่งสามารถทำได้ทีละ 1 stop

ส่วนตัวรู้สึกว่ามากไปหน่อยน่าจะทีละ 0.5 Stop จะกำลังสวย และใช้งานได้ดีกว่า

ในส่วนของช่องมองภาพ ช่องมองภาพของ ME Super จะครอบคลุม 92%  ด้านในจะเป็นสเกลบอกความเร็วชัตเตอร์

และด้านบน/ล่างสุด จะบอก Over / Under สำหรับโหมดออโต้  ส่วน EF คือ แฟลช และ M คือ โหมดแมนนวล

07

จากการที่ทดลองใช้อยู่พักนึง สิ่งที่ชอบ คือขนาด และน้ำหนัก ทำให้สามารถพกติดตัวได้ง่ายๆ

พร้อมกับโหมดออโต้ ที่ช่วยให้ได้ภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในบางจังหวะ แต่การชดเชยแสงทำได้ยากหน่อย

และการที่ปรับชอเชยทีละ 1 stop รู้สึกว่ามากเกินไป

ส่วนโหมดแมนนวล ปุ่มปรับความเร็วชัตเตอร์ค่อนข้างดี ถ้าใช้บ่อยๆ น่าจะปรับได้คล่อง และรวดเร็วทีเดียว

(แต่ถ้าเล็บยาว นี่ท่าทางจะลำบากเล็กๆ )

ส่วนข้อติดขัดอีกข้อ คือ ปุ่มล็อกแหวนปรับโหมด รู้สึกลำบากในการใช้จริง ดูฝืดๆ ติดๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะกล้องตัวนี้หรือเปล่านะครับ

กล้องเก่าๆ อายุขนาดนี้ ก็ต้องมีบ้างที่ฝืดๆ ติดๆ ขัด

สรุปว่า เป็นกล้องขนาดกระทัดรัดที่น่าใช้ตัวนึง พกพาสะดวก ปรับค่าต่างๆ ได้ง่ายรวดเร็ว

 

ภาพตัวอย่างที่ถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ครับ กับฟิล์ม Fuji Superia 200

09 08 10 11 12 13

 

9922 Total Views 15 Views Today
Email this to someoneShare on Google+Share on FacebookTweet about this on Twitter

Comments are closed.